ถึงยุคทอง!ซูเนสส์ฟันธงลิเวอร์พูลโกยแชมป์กระจาย

แกรม ซูเนสส์

แกรม ซูเนสส์ อดีตยอดมิดฟิลด์ของ ลิเวอร์พูล มองว่าหลังจากนี้ “หงส์แดง” จะซิวแชมป์มาครองได้มากกว่านี้แน่ หลังเพิ่งได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปเชยชมเมื่อซีซั่นก่อน พร้อมกล่าวว่านักเตะชุดนี้ของ ลิเวอร์พูล กดดันและตามสกัดได้ดีจนทำให้คู่แข่งเล่นได้ยากสุดๆ

แกรม ซูเนสส์ ตำนานกองกลางของ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเชื่อหลังจากนี้ “หงส์แดง” จะได้แชมป์มาครองมากกว่านี้แน่นอน

ในซีซั่น 2018-19 ทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมจนเกือบจะเป็นแชมป์ลีก โดยพวกเขาแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปเพียง 1 คะแนนเท่านั้น ก่อนที่ ลิเวอร์พูล จะลบล้างความผิดหวังนั้นด้วยการได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปครอง

ซูเนสส์ เผยว่า “คุณต้องการโชคช่วยสักนิดในทุกอย่างที่คุณทำ ไม่มีใครกล้าปฏิเสธหรอกว่า ลิเวอร์พูล กำลังพัฒนาขึ้นในทุกๆ ฤดูกาล นับตั้งแต่ที่ เจอร์เก้น เข้ามาคุมทีม ตอนที่ คล็อปป์ เข้ามาคุยกับพวกเรา (หมายถึงทีมงานของ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาของอังกฤษ) ในตอนที่เขาคุมทีมเจอกับ คาร์ดิฟฟ์ เมื่อราว 2 เดือนก่อนน่ะ ผมบอกกับเขาว่ามันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นในเรื่องที่ว่าเขาจะเริ่มพาทีมคว้าแชมป์มาครองได้เมื่อไหร่ ทีมของเขาจะได้แชมป์มากกว่านี้แน่นอน”

“ฤดูกาลก่อนพวกเขาแพ้ในลีกเพียงแค่นัดเดียวตลอดทั้งฤดูกาล แถมมันสยังเป็นการแพ้ให้ทีมระดับ แมนฯ ซิตี้ ด้วย ผมเองก็ไปทำงานในเกมนั้นพอดี และที่จริงนัดนั้นควรจะจบลงที่การเสมอกันด้วย ถ้าคุณไปไล่ถามบรรดานักเตะของทีมใน พรีเมียร์ลีก ว่าทีมไหนทำให้พวกเขาเจองานหนักที่สุดแล้วล่ะก็ พวกเขาก็อาจจะตอบว่ามันแย่งบอลได้ยากเมื่อเจอกับ ซิตี้ แต่พวกเขาก็จะยอมรับด้วยว่า ลิเวอร์พูล เล่นงานพวกเขาได้”

“เจมส์ มิลเนอร์ ถือเป็นเพชฌฆาตเงียบของพวกเขา และผมก็ไม่คิดว่าผมคงจะสนุกนักหรอกถ้าต้องดวลกับแผงกองกลางของพวกเขา เพราะพวกเขาจะตามประกบคุณติดตลอดเวลา พวกเขาอยากปะทะกับคุณ และพวกเขาก็เล่นงานพวกคุณจนเหมือนกับพวกเขาเป็นรถบดเลย”

“การที่พวกเขาวิ่งไล่คุณด้วยความดุดันและไม่เคยปล่อยให้คุณได้อยู่สบายๆ ตัวคนเดียวถือเป็นจุดแข็งของแผงแบ็กโฟร์ ลิเวอร์พูล ขณะที่ (จอร์จินโญ่) ไวจ์นัลดุม, ฟาบินโญ่, (จอร์แดน) เฮนเดอร์สัน, มิลเนอร์ ต่างก็ทำผลงานได้ดีมากๆ พวกเขาจะประสบความสำเร็จมากกว่านี้แน่”

วันที่ 15 เมษายน 1991 แกรม ซูเนสส์ ได้รับข้อเสนอจากลิเวอร์พูล ให้กลับมารับงานยังถิ่นแอนฟิลด์ อีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นฐานเฮดโค้ช ซึ่ง “ซูอี้” ก็ตอบรับแบบไม่ลังเล โดยมีการจรดน้ำหมึกด้วยสัญญา 5 ปี จากนั้นอดีตห้องเครื่อง “เร้ด แมชชีนส์” ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงทีมเยอะพอสมควร โดยเฉพาะการกว้านซื้อนักเตะเข้าทีม ไม่ว่าจะเป็น ดีน ซอนเดอร์ส ด้วยค่าตัว 2.9 ล้านปอนด์ (ประมาณ 160 ล้านบาท), ปราการหลัง มาร์ค ไรท์ และ ร็อบ โจนส์ รวมไปถึง มาร์ค วอลเตอร์ส กองกลางจากอาร์เซน่อล

ซูเนสส์ มีดีพอตัว หลังจากเป็นคนปลุกปั้น สองแข้งดาวโรจน์ อย่าง สตีฟ แม็คมานามาน กับ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นอาชีพกุนซือลิเวอร์พูลของ ซูเนสส์ กลับไม่ราบลื่นดั่งที่คิด เพราะกลับกลายเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด ขับเคี่ยวแย่งแชมป์กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด โดยที่ไม่มีลิเวอร์พูล จบเพียงอันดับ 6 เท่านั้น ในซีซั่น 1991-92 ทั้งที่ถูกตั้งความหวังไว้ค่อนข้างสูง

ตลอดระยะเวลา 3 ปี ภายใต้การกุมบังเหียนของผู้จัดการทีมอารมณ์ร้อน ปรากฏว่า “หงส์แดง” เดินเข้าสู่ยุคตกต่ำ โดย “ซูอี้” ถูกตราหน้าว่ามือไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นการแก้เกมที่ย่ำแย่, การซื้อตัวที่ล้มเหลว และการจัดการทีมซึ่งอ่อนด้อย สิ่งที่คลายความกดันให้ ซูเนสส์ ก็เห็นจะมีแค่โทรฟี่เอฟเอ คัพ ในปี 1992 ซึ่งเจ้าตัวพาทีมชนะคู่แข่งจากดิวิชั่น 2 อย่าง ซันเดอร์แลนด์ 2-0

ซูเนสส์ ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล ในแบบที่ไม่มีความประทับใจใดๆฝากไว้ให้กับแฟนบอลแม้แต่น้อย ถึงแม้เจ้าตัวจะหยิบโทรฟี่เอฟเอ คัพ ในปี 1992 มาประดับบารมี และปลุกปั้นแข้งดาวรุ่งอย่าง สตีฟ แม็คมานามาน, ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ และ เจมี่ เร้ดแน็ปป์ ให้กลายเป็นสตาร์ในเวลาต่อมาก็ตาม แต่กลับไม่มีใครมองว่า ซูเนสส์ เป็นผู้ให้โอกาสสามผู้เล่นดังกล่าวเลย

ประวัติการคุมทีม

1986-91 : เรนเจอร์ส
1991-94 : ลิเวอร์พูล
1995-96 : กาลาซาตาราย
1996-97 : เซาท์แฮมป์ตัน
1997 : โตริโน่
1997-1999 : เบนฟิก้า
2000-2004 : แบล็คเบิร์น
2004-2006 : นิวคาสเซิ่ล