LINE :@i99win

5 ประเด็นต้องรู้เกม เบลเยียม ปะทะ ฝรั่งเศส

5 ประเด็นสำคัญแมตช์ เบลเยียม ฟัด ฝรั่งเศส

แทงบอลออนไลน์

 เข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ศึกฟุตบอลโลก 2018 กันแล้ว โดยในแมตช์วันอังคารที่ 10 กรกฎาคมนี้ ระหว่าง เบลเยียม พบ ฝรั่งเศส ซึ่งหลายๆ คนยกให้เป็นสองทีมเต็งที่จะได้แชมป์ครั้งนี้ เพราะเมื่อมองจากขุมกำลังแล้วเหนือกว่า อังกฤษ และ โครเอเชีย แต่น่าเสียดายต้องมาดวลกันเองในรอบตัดเชือก แทนที่จะเป็นนัดชิง

สำหรับทั้งสองชาตินี้ต้องยอมรับว่าทำผลงานได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกเพราะผู้เล่นของพวกเขาส่วนใหญ่แล้วก็ค้าแข้งอยู่ในกับทีมชั้นนำในยุโรป โดยเฉพาะในอังกฤษ ฉะนั้นเมื่อเทียบฟอร์มการเล่นกับขุมกำลังต้องบอกว่าสูสีกันมากๆ และเป็นไปได้ว่ารายละเอียดเพียงเล็กๆ น้อยๆ อาจจะนำไปสู่จุดเปลี่ยนของเกมได้ทันที

นักเตะจากพรีเมียร์ลีกโชว์เพลงแข้ง 

แมตช์นี้จะมีนักเตะจากพรีเมียร์ลีกอย่างน้อย 12 คน ที่คาดว่าจะได้ลงเล่นตัวจริง โดย เบลเยียม มีผู้เล่นที่ค้าแข้งในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีจำนวน 8 คนที่ลงเล่นในเกมชนะ บราซิล ในรอบก่อนรองชนะเลิศ รวมทั้ง นาเซอร์ ชาดลี่ แม้ต้นสังกัดปัจจุบันของเขานั่นก็คือ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ตกชั้นไปเล่นในศึกเดอะ แชมเปี้ยนชิพ

สำหรับการฟาดฟันในเกมนี้จะมีผู้เล่นที่ค้าแข้งจากหลายๆ ทีมในพรีเมียร์ลีกอยู่ในทีมชาติเดียวกัน และยังต้องสู้กับเพื่อนร่วมสังกัดที่อยู่กับชาติคู่แข่ง อย่าง อูโก้ โยริส ผู้รักษาประตูกัปตันทีม, แยน แฟร์ตองเก้น และ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ จาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ขณะที่ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ จาก เชลซี ซึ่งพวกเขาต้องปะทะกับ เอแด็น อาซาร์ รวมทั้ง ติโบต์ กูร์กตัวส์ นายทวารจอมหนึบ นอกจากนี้ ฝรั่งเศส ยังมี ปอล ป็อกบา ที่ต้องวัดพลังกับ มารูยาน เฟลไลนี่ กับ โรเมลู ลูกากู ของเบลเยียม ซึ่งทั้งสามคนมาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นต้น

กองหน้าที่สร้างความแตกต่าง

เบลเยียม มีกองหน้าตัวหลักก็คือ โรเมลู ลูกากู ซึ่งกำลังอยู่ในฟอร์มที่สุดยอด เขาเป็นหัวหอกที่กำลังเล่นได้อย่างเข้าฟักเมื่อซัดไปแล้ว 4 ประตู ตามหลัง แฮร์รี่ เคน ดาวยิงทีมชาติอังกฤษ (6 ประตู) แต่ ดาวยิงแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ใช่นักเตะที่ทำหน้าที่ตะบันตาข่ายอย่างเดียว เขามีส่วนสำคัญในการสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม อย่างในแมตช์พบ บราซิล เจ้าตัวป่วนผู้เล่นคู่แข่ง และบางครั้งก็ลงมาช่วยเกมรับ โดยเฉพาะในจังหวะที่วิ่งจากครึ่งสนามตัวเองก่อนส่งให้ เควิน เดอ บรอยน์ ตะบันประตูที่สองให้ “ปีศาจแดงแห่งยุโรป”

สำหรับ ฝรั่งเศส กองหน้าตัวเป้าก็คือ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ซึ่งได้ลงเล่นตัวจริงใน 4 แมตช์หลังสุด แต่ไม่สามารถส่งบอลเข้าซุกก้นตาข่ายได้ ตลอด 380 นาที ชิรูด์ มีจังหวะยิงประตู 7 ครั้ง แต่ยังไม่มีสกอร์ อย่างไรก็ตามกุนซือดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ยังคงเชื่อมั่นในตัวนักเตะ โดยบอกว่าเขาสามารถช่วยสนับสนุนการเล่นของทีมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในการช่วยเหลือ อองตวน กรีซมันน์ กับ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ นั่นเป็นการอธิบายได้เป็นอย่างดีว่าทำไม เดส์ชองส์ ถึงไม่กังวลเรื่องการทำประตูของ ชิรูด์ ลองย้อนไปตอนที่ “ตราไก่” คว้าแชมป์โลก 1998 กองหน้าอย่าง สเตฟาน กิวาร์ช ลงเล่น 268 นาทีโดยที่ยิงประตูไม่ได้เลย

เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ต้องทำในสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด

 กองกลางตัวรับ มักจะทำหน้าที่เป็นพวกปิดทองหลังพระ และนั่นเป็นสไตล์การเล่นที่เขาชื่นชอบ แข้งจิ๋วแจ๋วจอมพลังเป็นนักเตะที่ทำงานหนักมากๆ เวลาที่อยู่ในสนาม และพร้อมที่จะวิ่งพล่านคอยทำเกมให้กับทีม ซึ่งผลงานแบบนี้แฟนลูกหนังพรีเมียร์ลีกรู้ซึ้งเป็นอย่างดี หลังจากที่เขาย้ายมาเล่นกับ เลสเตอร์ ในฐานะแข้งโนเนม แต่กลายเป็นผู้เล่นสำคัญนำ “เดอะ ฟ็อกซ์” คว้าแชมป์ลีกได้แบบช็อกโลก จากนั้นก็โยกไปเล่นกับ เชลซี ในซีซั่นต่อมา และคว้าแชมป์ลีกได้อีกครั้ง

แน่นอนว่า ก็องเต้ ต้องโดนสั่งให้จัดการหยุดความร้อนแรงของ เควิน เดอ บรอยน์ (และหวังว่าเขาจะทำผลงานได้ดีดีกว่า แฟร์นันดินโญ่ ดาวเตะทีมชาติบราซิล) การที่จะจับตาย จอมทัพ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ โดยเฉพาะถ้าเขาเล่นเหมือนที่เล่นในแมตช์ชนะ บราซิล แต่ถ้า ก็องเต้ สามารถหยุดเขาได้ก็จะเป็นการกำจัดอาวุธที่สุดอันตรายของเบลเยียมไปโดยปริยาย

ถึงเวลาฝรั่งเศสระเบิดฟอร์ม

ต้องยอมรับว่านี่คือขุมกำลังที่ดีที่สุดของ ฝรั่งเศส แม้ก่อนหน้านั้นคงไม่มีใครคิดว่า “เลส์ เบลอส์” เป็นคู่แข่งที่อันตราย จนกระทั่งได้เห็นฟอร์มของพวกเขาในเกมสุดมันชนะ อาร์เจนตินา 4-3 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เพราะพวกเขาแสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่ทีมที่เล่นได้น่าตื่นเต้นเท่านั้น แต่ยังมีนักเตะที่เต็มไปด้วยศักยภาพมากมาย

ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ เทรนเนอร์ทีมชาติฝรั่งเศส มีผู้เล่นเกมรุกที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ และยังมีเกมรับที่แข็งแกร่งยากจะเจาะเข้าไปทำประตูได้ ขณะเดียวกับ กรีซมันน์ กับ เอ็มบัปเป้ จะเป็นนักเตะสำคัญในการสู้กับ เบลเยียม และหากมีพื้นที่ให้ทั้งสองคนได้เล่น แน่นอนว่าพวกเขาจะทำลายแนวรับคู่แข่งได้อย่างย่อยยับ แต่หาก ฝรั่งเศส อยากหลีกเลี่ยงความผิดหวังใน ยูโร 2016 ตอนนี้ถึงเวลาที่จะระเบิดฟอร์มแล้ว

เบลเยียมเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น 

นี่เป็นทัวร์นาเมนต์สำหรับยุคทองของ เบลเยียม หรือไม่ ? หลังจากคว่ำ บราซิล ผู้คนทั้งชาติกว่า 11 ล้านคนเชื่อมั่นว่าได้เวลาของพวกเขาแล้ว เห็นได้ชัดว่า “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดในการปราบซ่าแชมป์โลก 5 สมัย นักเตะของพวกเขาเต็มไปด้วยความรวดเร็วและเทคนิคแพรวพราว รวมทั้งมีการเล่นเกมสวนกลับได้อย่างเฉียบคม และเกมรับแข็งแกร่ง ตั้งแต่ กูร์กตัวส์ ไปจนถึงแนวรับทั้งแผงสามารถพึ่งพาได้สบายๆ

ช่วง 1 ชั่วโมงแรกในรอบ 16 ทีมสุดท้ายแมตช์พบ ญี่ปุ่น ตอนที่ เบลเยียม ตามหลัง 0-2 ก่อนจะฟื้นคืนชีพกลับมาได้ แม้แต่การต้องไปเจอกับ บราซิล เต็งแชมป์ พวกเขาก็ไม่หวั่นยังจัดการเอาชนะได้ ตอนนี้ก็มีโอกาสมากๆ ที่จะเฆี่ยน ฝรั่งเศส เช่นกัน หากทำสำเร็จการเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ไม่ว่าจะเจอกับ อังกฤษ หรือ โครเอเชีย พวกเขาไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว

    ทั้งนี้ เบลเยียม เคยทำผลงานได้ดีที่สุดก็การได้อันดับ 4 ฟุตบอลโลก 1986 ตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาคาดหวังที่จะประสบความสำเร็จไปจนถึงการชูโทรฟี่เวิลด์ คัพ เลยทีเดียว

เฮด ทู เฮด

  1. ฝรั่งเศส เอาชนะ เบลเยียม 3 แมตช์ก่อนหน้านี้ในการพบกันในทัวร์นาเมนต์สำคัญ รวมทั้งในศึกฟุตบอลโลก  2 ครั้ง
  2. ฝรั่งเศส ชนะ เบลเยียม 3-1 ในรอบแรก การแข่งขันฟุตบอลโลก 1938 ซึ่ง “ตราไก่” เป็นเจ้าภาพ และชนะ 4-2 ในช่วงต่อเวลาพิเศษการชิงอันดับ 3 ฟุตบอลโลก 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก
  3. ฝรั่งเศส ชนะ เบลเยียม 5-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม ศึกยูโร 1984 โดย มิเชล พลาตินี่ ตะบันแฮตทริกซะด้วย
  4. เบลเยียม ไม่เคยแพ้ในเกมอุ่นเครื่อง 3 แมตช์หลังสุด (ชนะ 1, เสมอ 2) โดยพวกเขาชนะ 4-3 เมื่อเดือนมิถุนายน 2015 โดย มารูยาน เฟลไลนี่ ซัด 2 ประตูในเกมนั้น แถม เบลเยียม ยังนำห่างถึง 3-0 ภายในเวลา 50 นาที
  5. นี่จะเป็นแมตช์ที่ 74 ระหว่างทั้งสองชาติ โดย เบลเยียม ชนะ 30 เกม ขณะที่ ฝรั่งเศส ชนะ 24 เกม และเสมอกัน 19 เกม
Facebook Comments